ปุ๋ยพืชสด: ตัวช่วยในการปรับปรุงดิน

ปอเทือง พื้ชที่นิยมทำเป็นปุ๋ยพืชสด

 ปุ๋ยพืชสด ถือเป็นปุ๋ยชนิดหนึ่งในประเภทของปุ๋ยอินทรีย์ ปัจจุบันปุ๋ยพืชสดจะนิยมใช้ในระบบการเกษตรขนาดใหญ่ แต่ก็สามารถใช้กับแปลงปลูกขนาดเล็กได้ ข้อดีของปุ๋ยพืชสดที่เป็นจุดเด่นก็คือ ใช้ปรับสภาพดินหรือปรับดินให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์ดังเดิม

ในวงการเกษตรส่วนใหญ่ปุ๋ยพืชสดจะใช้แก้ปัญหาสภาพดินที่ใช้ปุ๋ยเคมีเป็นประจำ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพื่อฟื้นฟูสภาพของดินให้กลับมามีธาตุอาหารตามปกติดังเดิม และเป็นการเพิ่มจำนวนของสิ่งมีชีวิตในดิน เช่น ไส้เดือน จุลินทรีย์ ฯลฯ และอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นจุดเด่นสำคัญของปุ๋ยพืชสดก็คือ ต้นทุนต่ำกว่าการใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักชีวภาพ และปุ๋ยเคมี ด้วยปัจจัยในด้านลบหลายอย่างของปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมี เช่น ต้องใช้ในปริมาณมากต่อ 1 ไร่ มีปัญหากับการขนย้าย ไม่สามารถหาวัตถุดิบได้เพียงพอ และไม่รักษาดินจากคุณสมบัติของสารเคมี ทำให้ปัจจัยด้านลบเหล่านี้ กลายเป็นจุดเด่นของปุ๋ยพืชสด เนื่องจากปุ๋ยพืชสดใช้วิธีปลูกพืชให้เป็นปุ๋ย เมื่อพืชนั้นเจริญเติบโตและออกดอกแล้ว ก็จะทำการไถกลบลงไปในดินทั้งต้น เพื่อให้พืชทั้งหมดกลายเป็นปุ๋ยในดินต่อไป

แต่ข้อเสียที่สำคัญของปุ๋ยพืชสดก็คือ “เวลา” ถ้าเลือกใช้ปุ๋ยพืชสด เราจะต้องแบ่งเวลาและวางแผนการดำเนินงานให้ดี เพราะการปลูกพืชไม่ว่าจะเอาไปขายหรือเอาไว้ทำปุ๋ย จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการเจริญเติบโต กว่าพืชที่จะใช้เป็นปุ๋ยจะงอก จะโต จะออกดอก ก็กินเวลาไปแล้วเกือบเดือนหรืออาจจะมากกว่า ดังนั้น การเลือกใช้ปุ๋ยพืชสด จะต้องเลือกใช้ในพื้นที่ว่างเพื่อเตรียมการเพาะปลูก เมื่อปุ๋ยพืชสดโตได้ที่ออกดอกดีแล้ว ก็ไถกลบยกแปลงหว่านเมล็ด จากนั้น จึงเตรียมการปลูกพืชสดทำปุ๋ยในพื้นที่อื่นต่อไป เพื่อเตรียมแปลงปลูกให้พืชรุ่นถัดไป จนเมื่อถึงระยะเวลาเก็บเกี่ยว จึงค่อยวางแผนปลูกพืชสดทำปุ๋ยอีกครั้ง หรือเราอาจเลือกใช้วิธีอื่น ๆ เช่น ปลูกพืชสดทำปุ๋ยแซมระหว่างร่องพืชหลัก หรือปลูกพืชสดทำปุ๋ยในพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ แล้วตัดพืชนั้นใส่แปลงปลูก เป็นต้น

จุดเด่นที่สำคัญของปุ๋ยพืชสด หากนำไปเปรียบเทียบกับปุ๋ยคอกก็คือ มีธาตุอาหารบางชนิดในระดับใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะธาตุไนโตรเจน ซึ่งในปุ๋ยพืชสดจะได้ธาตุไนโตรเจน 2 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ส่วนธาตุโพแทสเซียมปุ๋ยพืชสดจะมีมากกว่าปุ๋ยคอก ชนิดตามเห็นแต่ฝุ่น ในปุ๋ยพืชสดจะมีปริมาณธาตุโพแทสเซียมที่ 2 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปเช่นเดียวกัน ซึ่งธาตุอาหารหลัก 2 ชนิดนี้ “ไนโตรเจนและโพแทสเซียม” ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อพืชมากที่สุด เพราะพืชสามารถนำไปใช้ได้มาก “ละลายน้ำได้ดี ไม่เหมือนฟอสฟอรัสที่ไม่ละลายน้ำ” แต่สำหรับธาตุฟอสฟอรัสปุ๋ยพืชสดจะมีปริมาณต่ำ “ปุ๋ยคอกกินขาด” เพราะพืชที่ใช้ทำปุ๋ยพืชสดแต่ละสายพันธุ์ ให้ธาตุฟอสฟอรัสไม่ถึง 0.6 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับมูลค้างคาวแล้วก็ไม่เห็นแม้แต่ฝุ่น

    ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด

    • เพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุในดิน
    • เพิ่มธาตุอาหารหลักในดิน (NPK) โดยเฉพาะธาตุไนโตรเจน และโพแทสเซียม
    • การผุพังของพืชสดสร้างกรดที่ช่วยสลายธาตุอาหารในดิน
    • สร้างที่อยู่อาศัย และเพิ่มจำนวนสิ่งมีชีวิตในดิน
    • บำรุงและรักษาสภาพดิน
    • รักษาความชุ่มชื้นให้ดิน และช่วยให้ดินอุ้มน้ำได้มากขึ้น
    • ทำให้ดินร่วนซุย
    • ทำให้วัชพืชบางชนิดเกิดไม่ได้
    • ให้ผลผลิตในปริมาณที่สูงขึ้น

ปุ๋ยคอก: ส่วนผสมสำคัญของดินปลูก

ทุกครั้งที่เราเตรียมดิน อาจกล่าวได้เลยว่า “ขาดปุ๋ยคอกไม่ได้” เพราะขั้นตอนของการเตรียมดินทุกครั้ง จะต้องมีการเติมปุ๋ยคอกลงคลุกเคล้ากับดินปลูก โดยปุ๋ยคอกนั้น เราอาจหาซื้อได้ตามร้านเกษตรทั่วไป ซึ่งจะมีทั้งแบบรวม คือ มูลของสัตว์ทุกชนิด และแบบแยกเฉพาะสัตว์บางชนิด เช่น ปุ๋ยขี้วัว ปุ๋ยขี้ไก่ ปุ๋ยขี้เป็ด เป็นต้น ถ้าคุณอยากได้ปุ๋ยคอกที่มีธาตุอาหารสูงๆ คุณควรเลือกปุ๋ยคอก เช่น ขี้ไก่ ขี้หมู หรือขี้ค้างคาว ซึ่งปุ๋ยคอกชนิดนี้จะมีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมสูง แต่พืชผักบางชนิดอาจไม่ชอบดินเค็มมากจนเกินไป เค็มในที่นี้หมายถึงมีธาตุทั้ง 3 ชนิดที่ปริมาณสูงเกินไป ในกรณีเช่นนี้ เราควรเลือกปุ๋ยคอกที่ได้จากขี้วัว หรือขี้ควายแทน

นอกจากนี้ ปุ๋ยคอกยังมีข้อดีที่ปุ๋ยเคมีทั่วไปเทียบไม่ติด ก็คือเรื่องของประสิทธิภาพในการเกื้อกูลกับดินเป็นอย่างดี เนื่องจากในปุ๋ยคอกนั้นอุดมไปด้วยธาตุอาหารรอง เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน และธาตุอาหารเสริม เช่น เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน โมลิบดีนัม และคลอรีน เป็นต้น อีกทั้งยังให้ฮอร์โมนและสารควบคุมการเจริญเติบโตที่จำเป็นต่อพืชอีกด้วย

การเตรียมดินสำหรับปลูกผัก

ในการปลูกผัก เรานิยมเพาะเมล็ดในแปลงเพาะ ซึ่งอาจเลือกวิธีไถดินให้ลึกประมาณ 6 – 8 นิ้ว เพื่อพลิกหน้าดินแล้วตากไว้ประมาณ 7 – 10 วัน เพื่อกำจัดไข่แมลงและศัตรูพืชหลายชนิด “ตากแดดสัก 10 วันก็แห้งตายกันหมดแล้ว” จากนั้น จึงค่อยไถคราดเพื่อกำจัดวัชพืชออกให้หมด “โดยเฉพาะรากของวัชพืช ถ้าสับคราดออกเฉพาะต้น แต่รากยังหลงเหลือจมดินอยู่ ไม่นานมันจะงอกขึ้นมาได้อีก” ดังนั้น การกำจัดวัชพืชต้องจัดการชนิดที่ว่า “ถอนรากถอนโคน” ซึ่งอาจเหนี่อยและเสียเวลามาก แต่จะส่งผลสบายในระยะยาว ไม่ต้องเหนื่อยต่อสู้กับวัชพืชอีกต่อไป

ในกรณีที่ดินของเรามีปัญหา เช่น มีค่าความเป็นกรด–ด่าง (pH) ต่ำกว่า 6.5 เราจะต้องหว่านปูนขาวลงดิน ซึ่งนอกจากจะช่วยปรับสภาพความเป็นกรดด่างให้เป็นกลางแล้ว ยังช่วยฆ่าเชื้อโรคในดินอีกด้วย แต่ข้อสำคัญที่จะต้องไม่ลืมก็คือ ก่อนจะหว่านปูนขาว ต้องรดน้ำดินให้ชื้นก่อน เพื่อเร่งให้ปูนทำปฏิกิริยากับดินให้เร็วยิ่งขึ้นนั่นเอง

เมื่อหว่านปูนขาวเสร็จ ควรปล่อยทิ้งไว้ 5 – 6 วัน ต่อมาก็ทำการยกแปลงดิน เมื่อยกแปลงปลูกเสร็จ ให้พรวนดินในแปลงให้ร่วน แล้วใส่ปุ๋ยคอกมูลสัตว์ โดยเฉพาะปุ๋ยคอกมูลไก่ มีอัตราส่วนของธาตุไนโตรเจนที่สูงมาก “มูลไก่มีไนโตรเจนเป็นอันดับสองรองลงมาจากมูลค้างคาว” จึงเหมาะสำหรับการเพาะเมล็ดอันเป็นช่วงของการเจริญเติบโตที่สำคัญ การใส่ปุ๋ยคอกจะช่วยให้ดินมีความร่วนซุย เจาะหลุมหยอดเมล็ดเตรียมดินได้ง่าย อีกทั้งยังช่วยให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยให้มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดีอีกด้วย

เสร็จแล้วแต่งหน้าดินให้เรียบ จากนั้นขุดหลุมหยอดเมล็ดพันธุ์ ถึงขั้นตอนนี้มีเทคนิคสำคัญคือ หลังจากขุดหลุมหยอดเมล็ดพันธุ์แล้ว ให้ผสมปุ๋ยคอกมูลสัตว์และ/หรือปุ๋ยหมักชีวภาพกับดินละเอียด คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำไปกลบปากหลุมที่หยอดเมล็ดพันธุ์ เสร็จแล้วคลุมทับหน้าดินอีกครั้ง ด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง “แต่อย่าคลุมหนาจนเกินไป”

สำหรับการเพาะแบบหว่านเมล็ดพันธุ์ลงแปลง หลังจากหว่านเมล็ดแล้ว ควรใส่ปุ๋ยคอกมูลสัตว์ หรือปุ๋มหมักชีวภาพ (ซากพืชซากสัตว์) ที่ย่อยสลายดีแล้ว “จะให้ดีใส่ทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก” โรยทับหน้าดินบางๆ จากนั้นคลุมทับหน้าดินอีกครั้ง ด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง “แต่อย่าคลุมหนาเสียจนดินไม่โดนแดด”