การให้ปุ๋ยทางใบ

ปุ๋ยทางใบ เป็นปุ๋ยเคมีประเภทหนึ่งที่ผสมกับน้ำแล้วฉีดพ่นเพื่อให้สารอาหารกับพืชเพิ่มขึ้น จากที่ระบบรากหาได้ อาจให้ด้วยจุดประสงค์เพื่อแก้ไขอาการขาดธาตุอาหาร เพื่อเพิ่มคุณภาพและผลผลิตของพืช หรือเพื่อช่วยให้พืชฟื้นตัวจากการขาดธาตุอาหารในบางช่วงอายุของพืช เช่น ช่วงการผลิดอกออกผล ที่สารอาหารถูกนำไปใช้สร้างดอกผล

ในการให้ปุ๋ยทางใบ มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง ดังนี้

  1. ให้ได้เฉพาะปุ๋ยสำหรับให้ทางใบเท่านั้น ไม่ใช่ใช้ปุ๋ยประเภทอื่นมาละลายน้ำ แล้วเอามาฉีดพ่นต้นไม้
  2. ให้ละลายหรือผสมปุ๋ยกับน้ำในอัตราส่วนที่ระบุ ไม่ควรผสมให้เข้มข้นเกินไป เพราะจะทำให้ใบพืชไหม้ได้
  3. ต้องให้น้ำพืชก่อนเสมอ เพื่อให้พืชไม่อยู่ในภาวะขาดน้ำ
  4. การให้ปุ๋ยทางใบจะมีประสิทธิภาพสูงสุดในช่วงที่มีแดด โดยช่วงแดดอ่อนในเวลาเช้าเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด แต่หากเป็นช่วงแดดจัดก็มีความเสี่ยงสูงที่ใบจะไหม้ได้
  5. การฉีดพ่นควรให้สัมผัสกับทุกส่วนของพืช
  6. ใบพืชที่อ่อนกว่าจะสามารถดูดสารอาหารได้ดีกว่าใบที่แก่กว่า
  7. การให้ปุ๋ยทางใบต้องให้บ่อยๆ เพราะพืชได้รับสารอาหารในปริมาณน้อยในการให้แต่ละครั้ง 

เทคนิคโบราณทำให้ต้นไม้ออกดอกผล

วิธีการเพื่อให้ต้นไม้ออกผลนอกฤดูกาล หรือบังคับให้ไม้ออกดอกนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ อาจได้มาด้วยความบังเอิญ หรือช่างสังเกต โดย “หลอก” ต้นไม้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงจรชีวิต ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ก็คือ การทำให้ท่อส่งอาหารเกิดอุปสรรค ทำให้เกิดการกักอาหารส่วนหนึ่งคั่งสะสมอยู่ในบริเวณที่ต้องการ จนส่งผลให้บริเวณนั้นมีดอกงอกขึ้นมา

การสับเปลือก
การสับเปลือกรอบลำต้น หรือรอบกิ่งของไม้ผล จะนิยมทำกับต้นมะม่วงและต้นขนุน ซึ่งแผลที่เกิดจากการสับนั้น จะมีรวงดอกงอกออกมาพร้อมกับใบอ่อน หากต้องการให้ดอกงอกตรงไหน ก็ให้ทำการสับที่เปลือกตรงบริเวณนั้น


การเฉือนเปลือก
เป็นวิธีทำให้ส่วนที่ถูกเฉือนเปลือกนั้นเคลื่อนย้ายอาหารไม่สะดวก ส่งผลให้ส่วนปลายของกิ่งเกิดดอกได้ในที่สุด วิธีนี้ต้องใช้มีดที่มีความคม เฉือนเปลือกบริเวณกิ่งที่สมบูรณ์หรือลำต้นของไม้ผลประมาณ 1 – 2 นิ้ว (เฉือนแต่ไม่ตัดออกจากต้น) จะปรากฏคล้ายปากฉลาม จากนั้นใช้กิ่งไม้เท่าก้านไม้ขีด สอดขัดเข้าไปในส่วนที่ยังติดกับลำต้น แล้วใช้พลาสติก หรือเชือกฟาง พันทับส่วนที่มีการสอดขัดนี้ให้แน่นกระชับ การเคลื่อนย้ายอาหารจะคั่งค้างสะสมอยู่ที่บริเวณที่พันรอบด้วยพลาสติก ส่งผลให้บริเวณดังกล่าวมีดอกงอกและออกผลได้ในที่สุด

การควั่นกิ่ง
ถือเป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุด โดยจะใช้มีดที่มีความคมควั่นเอาเปลือกรอบกิ่งหรือรอบลำต้นออก ให้เกิดเป็นรอยแผลแคบๆ ทำให้ท่อลำเลียงอาหารถูกตัดขาด แต่ท่อลำเลียงน้ำยังคงอยู่ เมื่อสารอาหารมีการคั่งสะสมอยู่ในบริเวณเหนือรอยแผลที่ควั่น จะทำให้เกิดดอกออกผลได้แม้จะเป็นเวลานอกฤดูกาล


การใช้ลวดรัด
ให้ผลเช่นเดียวกับการควั่นกิ่ง แต่วิธีนี้จะใช้กับต้นไม้ที่มีขนาดเล็ก หรือกิ่งมีขนาดเล็ก โดยใช้ลวดเหล็กรัดให้แน่น จากนั้นใช้ปูนแดงทาบริเวณที่เกิดแผลจากลวด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่แผล ขั้นตอนสุดท้ายใช้พลาสติก เชือกฟาง หรือเทปพันสายไฟพันทับอีกครั้ง เพื่อป้องกันน้ำเข้าแผล เมื่อลำต้นหรือกิ่งที่ถูกรัดเติบโตขึ้น ลวดจะตัดเปลือกจนขาด ทำให้ท่อลำเลียงอาหารถูกตัดขาดไปด้วยเช่นเดียวกับวิธีควั่นกิ่ง ส่งผลให้บริเวณนั้นเกิดออกดอกออกผลได้


การลอกเปลือก
ให้ใช้มีดคมๆ กรีดเปลือกออกให้เป็นแถบเล็กๆ ยาวประมาณ 1 – 1.5 ฟุต ตามแนวยาวของกิ่ง จากนั้นลอกเอาเปลือกออก เพื่อให้ท่อลำเลียงอาหารถูกตัดขาด ให้เกิดการสะสมอาหาร และออกดอก


การทำให้ใบร่วง
วิธีนี้มักใช้ได้ผลมากที่สุดกับต้นส้มเขียวหวาน โดยในช่วงก่อนที่จะถึงฤดูออกดอกของต้นส้มเล็กน้อย จะต้องทำให้ต้นส้มขาดน้ำ ใบจะร่วงหล่นส่วนหนึ่ง ทำให้อัตราส่วนของธาตุคาร์โบไฮเดรตและไนโตรเจนที่ลำต้นดูดซึมได้เหลือมากขึ้น เพราะใบร่วงหล่นไปแล้ว เมื่อธาตุดังกล่าวเหลือมากจะทำให้ปริมาณของธาตุนี้เหมาะสมที่ดอกจะเกิด ต้นส้มเขียวหวานจะออกดอกในที่สุด

ข้อควรคำนึงคือ ก่อนที่จะใช้เทคนิคเหล่านี้ เราจะต้องพิจารณาถึงความสมบูรณ์ของต้นพืชด้วย เช่น การทำในช่วงเวลาที่ต้นไม้ขาดธาตุอาหาร อาจเกิดความเสียหายกับต้นไม้ได้

ปลูกหอมหัวใหญ่ไว้เป็นผักประจำบ้าน

หอมหัวใหญ่ที่เป็นที่นิยมบริโภคของผู้คนทั้งประเทศนั้นมีสรรพคุณมากมาย เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินหลายชนิด ช่วยป้องกันโรค และอาการหลายอย่าง เช่น ป้องกันมะเร็งลำไส้ สลายลิ่มเลือด ลดอาการปวดอักเสบ แก้หวัด คัดจมูก แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องร่วง ช่วยขับปัสสาวะ ลดไขมันในเส้นเลือด แก้ปวดบวม แก้ลมพิษ ป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันมะเร็งตับ แก้ความดันโลหิตสูง ลดคอเลสเตอรอลในเลือด และบรรเทาอาการโรคเบาหวาน เป็นต้น

ส่วนวิธีการปลูกต้นหอมหัวใหญ่นั้น ควรใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีวางขายกันตามท้องตลาดโดยการปลูกจะแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ การเพาะกล้า และการปลูกกล้าหัวหอม เริ่มแรกจะต้องเอาเมล็ดพันธุ์แช่น้ำไว้ประมาณ 1 คืน เมล็ดไหนลอยน้ำไม่ยอมจม “อนุมานได้เลยว่าเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์” เหตุผลที่ต้องนำเมล็ดพันธุ์แช่น้ำก็เพื่อให้เกิดการงอกอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นก็ถึงขั้นตอนการเตรียมดิน โดยเอาดินปลูกมาคลุกเคล้ากับปุ๋ยคอก แล้วผสมแกลบดำและขี้เถ้าลงไปด้วย พรวนให้ละเอียดเข้ากันดี รดน้ำให้ชุ่ม ซึ่งแปลงเพาะกล้านี้ เราจะต้องทำให้ดีเพราะต้นกล้าหัวหอมต้องอาศัยอยู่นานถึง 40–45 วัน หรือมีความสูงเท่าดินสอ จึงจะขุดกล้าเอาไปปลูกต่อได้

เริ่มขั้นตอนการเพาะกล้า เราต้องขุดดินขึ้นมาให้เป็นร่อง แล้วหยอดเมล็ดพันธุ์ประมาณ 5–7 เมล็ด แต่ละจุดหยอดให้ห่างกันอย่างน้อย 1 นิ้ว จากนั้นเกลี่ยกลบด้วยดินที่ทำการขุดไว้ แล้วรดน้ำด้วยบัวรดน้ำแบบรูเล็ก เมื่อต้นกล้าอายุได้ 40–45 วัน ให้ถอนกล้าที่อ่อนแอทิ้งไป แล้วเลือกต้นกล้าที่สมบูรณ์เอามาปลูก ซึ่งเราจะต้องเตรียมดินใหม่ โดยใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักชีวภาพที่สลายตัวดีแล้ว ผสมกับน้ำหมักสะเดา คลุกเคล้าให้ทั่ว คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งให้หนาพอสมควร แล้วรดน้ำให้ชุ่ม ก่อนนำต้นกล้ามาปลูก ควรตัดยอดใบออกสักเล็กน้อย แต่สำหรับรากที่ติดมา เราจะต้องตัดออกให้หมดไม่ให้เหลือ เพื่อให้ต้นหอมงอกรากเร็ว การปลูกให้แหวกหญ้าแห้งหรือฟางออกให้เห็นดิน แล้วทำการปลูกกล้าหัวหอมลงไป แล้วจึงรดน้ำให้ชุ่มอีกครั้ง

การรดน้ำจะต้องรดเช้าและเย็นอย่าให้ขาด แต่ต้องระวังอย่าให้น้ำขังในแปลงผัก เพราะจะทำให้หัวหอมเน่า พ่นน้ำหมักสะเดาผสมกับปุ๋ยหมักชีวภาพสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่เมื่อหัวหอมใหญ่เริ่มโต โดยอายุจะเข้าใกล้วันที่ 100 ตั้งแต่เพาะเมล็ด ให้รดน้ำน้อยลง หรืออาจรดน้ำเฉพาะตอนเช้า เมื่อต้นหอมหัวใหญ่อายุครบ 110 วัน ก็เริ่มเก็บเกี่ยวได้แล้ว

    Note

    • ชื่อพืชผัก : หอมหัวใหญ่
    • ดินปลูกที่เหมาะสม : ดินร่วนซุย
    • ต้องการแสง : 4–5 ชั่วโมงต่อวัน
    • การรดน้ำ : 2 ครั้งต่อวัน (เช้า-เย็น) ใกล้เก็บเกี่ยวลดเหลือวันละครั้ง
    • การให้ปุ๋ย : ปุ๋ยหมักชีวภาพ (สัปดาห์ละครั้ง)

การปลูกมะระ

แม้มะระจะขม แต่มีสรรพคุณเป็นยา และช่วยระบบการทำงานของร่างกาย เช่น มะระนั้นมีแคลเซียมสูง จึงช่วยเสริมสร้างการทำงานของกระดูกและฟัน มีฟอสฟอรัสสูงจึงช่วยให้เลือดแข็งตัว ช่วยบำรุงสมอง บำรุงกล้ามเนื้อ และอุดมไปด้วยวิตามินซีที่ช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส อีกทั้งมะระยังมีเบต้าแคโรทีนในปริมาณสูง จึงช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันโรค แถมช่วยปกป้องเซลล์ที่ถูกสารก่อมะเร็งทำลายอีกด้วย

มะระที่กำลังเป็นนิยมบริโภคกัน คือ มะระจีน ซึ่งเป็นพืชผักที่สามารถปลูกเองต้นสองต้นที่ระเบียงห้องของเราได้ สามารถนำต้นมะระค้างกับระเบียงลูกกรงได้เช่นกัน หรือคุณอาจจะทำร้านให้มะระเลื้อยก็ได้

ขั้นตอนการปลูกมะระนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือ นำเมล็ดพันธุ์ไปแช่น้ำก่อน เมล็ดไหนลอยน้ำไม่ยอมจม ก็เก็บทิ้งได้เลย ถือว่าเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์ โดยเราจะต้องแช่น้ำไว้ 1 คืน จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์ไปห่อในผ้าที่มีความชื้น (ผ้าชุบน้ำบิดหมาด ๆ) ให้มิดชิดนาน 2 วันเต็มๆ เมื่อครบ 2 วันเปิดผ้าออก จะเห็นรากมะระงอกออกมา

จากนั้นก็ถึงขั้นตอนการเตรียมดิน ให้ใช้สูตรดินปลูก+ปุ๋ยคอก ธรรมชาติของต้นมะระชอบปุ๋ยคอกอย่างขี้วัวและขี้ควายมาก ให้คลุกเคล้าดินและปุ๋ยคอกให้เข้ากัน การปลูกจะต้องทำหลุมลึกประมาณ 50 เซนติเมตร เพราะมะระเป็นพืชที่มีระบบรากลึก

ก่อนปลูกให้เทปุ๋ยคอกลงรองก้นหลุมก่อนสักประมาณ 1 กระป๋องนมข้น เกลี่ยดินถมลงไปสูงขึ้นมาสัก 20 เซนติเมตร จากนั้นทำการหยอดเมล็ดพันธุ์ลงหลุมประมาณ 2 – 3 เมล็ดต่อหลุม เสร็จแล้วก็ใช้หญ้าแห้งหรือฟางคลุมบางๆ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม ขั้นตอนนี้ควรทำในช่วงเย็นที่ไม่มีแดดส่องแล้ว

เมื่อต้นมะระโตขึ้น เราต้องทำค้างให้มะระเกาะ จะค้างกับลูกกรงหรือค้างด้วยไม้ไผ่แบบง่ายๆ ก็ได้ เมื่อต้นอายุได้ 25 – 30 วัน เราจะเริ่มสังเกตเห็นมะระออกดอก ต้องให้ปุ๋ยคอกอีกครั้ง และเอากระดาษหนังสือพิมพ์มาห่อดอกมะระไว้ โดยใช้ลวดเย็บกระดาษห่อจนติดลูกและผลโตเท่านิ้วก้อย ก็ให้เปลี่ยนกระดาษหนังสือพิมพ์ใหม่ ให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม กว้างประมาณ 15 เซนติเมตร ยาว 20 เซนติเมตร จัดการห่อให้มิดชิด ที่จำเป็นต้องห่อประคบประหงมขนาดนี้ ก็เพราะมะระเป็นอาหารชั้นเลิศของแมลงวันทอง ถ้ามันสืบรู้ว่าที่บ้านคุณมีต้นมะระที่ผลกำลังโต รับรองว่าจะต้องมาเก็บเกี่ยวก่อนคุณแน่ๆ แล้วอย่าลืมใส่ปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมักชีวภาพที่สลายตัวดีแล้ว ตามด้วยรดน้ำให้ชุ่มทุกครั้ง รอจนต้นมะระอายุครบ 45 – 50 วัน ก็ถือว่าผลโตเต็มที่นำมารับประทานได้แล้ว

    Note

    • ชื่อพืชผัก : มะระ
    • ดินปลูกที่เหมาะสม : ดินร่วนซุย
    • ต้องการแสง : 4–5 ชั่วโมงต่อวัน
    • การรดน้ำ : ไม่น้อยกว่า 2 ครั้งต่อวัน
    • การให้ปุ๋ย : ปุ๋ยคอก

วิธีดูปุ๋ยเคมีปลอม

สมัยก่อนเราอาจมีวิธีในการตรวจสอบดูว่า “ปุ๋ยแท้หรือปุ๋ยปลอม” โดยการตรวจดูกระสอบปุ๋ยว่ามีสภาพดีหรือไม่ ชื่อทางการค้า ประเภทปุ๋ยเคมี เครื่องหมายการค้า บริษัทที่คุ้นหู ปริมาณธาตุอาหารในปุ๋ย มีเครื่องหมายรับรอง สูตรปุ๋ยเคมี ถูกต้องแน่นอน จากนั้นก็เปิดกระสอบดูเนื้อปุ๋ย ถ้าเป็นปุ๋ยปลอมเม็ดจะบีบแตกง่าย “ของจริงเม็ดต้องแข็ง” ของปลอมจะมีขนาดเม็ดที่ไม่สม่ำเสมอกัน เล็กบ้างใหญ่บ้าง แต่ของจริงเม็ดปุ๋ยจะมีขนาดเท่ากันทั้งกระสอบ หรือไม่ก็เอาเม็ดปุ๋ยสัมผัสกับน้ำ ถ้าปุ๋ยแท้เมื่อถูกน้ำจะไม่อ่อนตัวในทันที แต่ถ้าเป็นของเก๊ โดนน้ำเมื่อไหร่เป็นยุ่ยเมื่อนั้น

สมัยก่อนร้านค้าเกษตรบรรดาเหล่าอาเฮียเถ้าแก่รู้กันดี ถ้าเซลล์หน้าใหม่มาเสนอยี่ห้อปุ๋ยไม่คุ้นหู จะต้องมีการทดสอบเสียก่อนว่า “ปุ๋ยแท้รึเปล่า” อย่างเช่นปุ๋ยไนโตรเจน ทดสอบโดยนำปุ๋ยใส่ลงในแก้วน้ำประมาณ 10 – 20 เม็ด จากนั้นหยดน้ำปูนใส “ปูนที่คนเฒ่าคนแก่กินกับหมาก” หรือน้ำโซดาไฟ ไม่ก็น้ำขี้เถ้า ลงไปจนท่วมเม็ดปุ๋ย แล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปิดไว้ 3 นาที ถึงเวลาก็เปิดออกมาดมดู ถ้าได้กลิ่นแอมโมเนีย ก็การันตีได้เลยว่าเป็นปุ๋ยเคมีแท้ แต่ถ้าไม่ได้กลิ่นอะไร ก็ไล่เตะเซลล์มันออกจากร้านได้เลย

วิธีตรวจสอบและทดสอบปุ๋ยที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ในปัจจุบันเหล่ามิจฉาชีพหาทางแก้ได้เกือบทั้งหมด เชื่อหรือไม่ว่ากระสอบปุ๋ยปลอมทุกวันนี้มีรูปร่างดี ดูแล้วเหมือนมีคุณภาพดีกว่าปุ๋ยแท้เสียอีก อย่างข้อความสำคัญต่างๆ บนถุงปุ๋ย ทุกวันนี้ “ขอแค่มีเครื่องพิมพ์” ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหมายรับรองตามมาตรฐานใด บริษัทไหนยี่ห้ออะไร ทุกอย่างปลอมแปลงได้หมด ชนิดที่ว่าหาจุดผิดสังเกตยาก ส่วนขนาดเม็ดปุ๋ยก็ไม่ผิดสังเกต เดี๋ยวนี้ปุ๋ยปลอมใช้เครื่องจักรอัดเม็ดรุ่นเดียวกันกับโรงงานผลิตปุ๋ย “เลยล่ะ” เปิดถุงออกมาเม็ดขนาดเท่ากันหมด เรียบสวยสม่ำเสมอเหมือนของแท้ไม่มีผิด “แต่มันเป็นปุ๋ยปลอม” หรือการใช้วิธีทดสอบด้วยน้ำ “กลิ่นแอมโมเนียขึ้นเตะจมูกก็จริง” แต่มันมีในปริมาณน้อย

ปุ๋ยปลอมสมัยนี้ที่ว่าน่ากลัวกว่าสมัยก่อน เพราะมันตรวจสอบยาก ในปุ๋ยปลอมมันมีส่วนผสมของปุ๋ยแท้อยู่ เพียงแต่มีในปริมาณน้อย ”เดี๋ยวนี้มันไม่ปลอมกัน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่มันใช้วิธีปลอม 80 ของจริง 20” ถ้าเราซื้อ “ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเอาอะไรไปใส่ต้นไม้”

ทุกวันนี้มันไม่ได้ปลอมกันแค่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยคอกก็ยังทำปลอม ปุ๋ยคอกมูลวัว ในกระสอบมีมูลวัวแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นวัสดุอย่างอื่น เช่น ดิน ฟาง แกลบ ขี้เถ้า หรืออย่างปุ๋ยชีวภาพ น้ำหมักชีวภาพของปลอมก็มีวางขายกันให้เกลื่อน ดังนั้น เราจึงต้องศึกษาและให้ความสนใจกับรายละเอียดบางสิ่งบางอย่าง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของเหล่าคนโกงได้ง่ายๆ

ปลูกมะเขือเทศกินเอง

มะเขือเทศ เป็นพืชผักที่อยู่ในอาหารที่หลากหลายเมนู เป็นได้ทั้งการช่วยตกแต่งจานให้สวยงาม และเพิ่มรสชาติให้อาหาร หรือไม่ก็เอามาปั่นเป็นน้ำผลไม้ สรรพคุณของมะเขือเทศมีมากมาย ตั้งแต่ ชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย บำรุงสายตา และช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื้นผ่องใส แต่ขอสนับสนุนให้ปลูกกินเอง เพราะส่วนใหญ่เกษตรกรมักนิยมพ่นยาฆ่าแมลง เนื่องจากมะเขือเทศมีศัตรูอยู่ไม่น้อย

ขั้นตอนแรกคือ การเตรียมดิน ธรรมชาติของมะเขือเทศนั้น ชอบดินร่วนปนทราย เพราะมะเขือเทศไม่ได้ต้องการน้ำเจิ่งนองที่โคน แต่ชอบให้น้ำสามารถระบายลงรากได้ดี ไม่ขังจนดินกลายเป็นโคลน ที่สำคัญมะเขือเทศชอบดินที่มีอินทรีย์สูง ดินปลูกที่เหมาะจึงเป็นดินปลูกผสมปุ๋ยคอก แต่ทั้งนี้ ปุ๋ยคอกที่นำมาใช้เตรียมดิน ควรเป็นปุ๋ยคอกผสมแกลบ หรือไม่ก็ฟาง หรือจะเป็นใบไม้ก็ดีไปอีกแบบ ถ้าจะให้ดีควรตวงสัดส่วนให้พอเหมาะ เช่น ดินร่วนปนทราย 3 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน และแกลบ 1 ส่วน (หรือวัสดุธรรมชาติอย่างอื่นก็ได้ เช่น ฟาง หรือใบไม้ เป็นต้น) เพื่อให้ดินปลูกมีการระบายน้ำได้ดี ไม่แน่นจนเกินไป อีกอย่าง ถ้าเราจะทำแบบมืออาชีพ ขอแนะนำให้ใช้ดินที่มีความเป็นกรด–ด่างระหว่าง 4.5 – 6.8 เพราะถ้ามากหรือน้อยไปกว่านี้ จะทำให้ธาตุอาหารบางอย่างในดินมากเกินไป หรือละลายหายไป โดยที่ต้นมะเขือเทศไม่ทันได้ดูดซึมไปใช้ประโยชน์

สำหรับการเพาะเมล็ดมะเขือเทศ ต้องเตรียมดินเพาะเสียก่อน โดยต้องพรวนและเก็บวัชพืชออกให้หมด เมื่อผสมดินกับปุ๋ยคอกเรียบร้อยแล้ว ต้องทำการย่อยดินให้ละเอียด เพื่อให้ระบายได้ดี และภาชนะที่เพาะจะต้องมีรูระบายที่ดี ก่อนทำการเพาะเมล็ดต้องรดน้ำให้ชุ่ม แล้วค่อยโรยเมล็ด “อย่าให้แน่นมาก” จากนั้นรดน้ำตามอีกครั้ง แล้วคลุมด้วยฟาง ทั้งนี้ ใน 1 วัน จะต้องรดน้ำอย่างต่ำ 1 – 2 ครั้ง แค่นี้เป็นอันเสร็จพืธี

เมื่อต้นกล้างอกแล้ว และเกิดใบแท้ขึ้นมา 2 – 3 ใบ เราก็ทำการย้ายไปปลูกในแปลงปลูก โดยทำหลุมลึกสัก 5 – 7 เซนติเมตร จากนั้นกลับมาที่แปลงเพาะ ให้ถอนต้นกล้าที่ไม่แข็งแรง ไม่สมบูรณ์ (มีใบแท้แตกใบเดียว) ทิ้ง ให้เหลือแต่ต้นกล้าที่เราจะเอาไปปลูก แล้วใช้ช้อนพรวนดินขุดต้นกล้าขึ้นมา “อย่าถอนเหมือนหญ้า” เพราะจะกระทบกระเทือนรากของต้นกล้า (ดินเกาะรากแก้วหายหมด) แล้วนำไปปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ จากนั้นทำการเกลี่ยดินให้รอบโคนต้น รดน้ำให้ชุ่มอีกครั้ง ตามด้วยฟางคลุมบางๆ ทั้งนี้ ใน 1 วันควรให้โดนแดดช่วงเช้าไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง และควรรดน้ำอย่างต่ำวันละ 2 ครั้ง

หลังจากย้ายแปลงปลูกแล้ว ประมาณ 35 วัน มะเขือเทศจะเริ่มออกดอกผล ซึ่งช่วงนี้ต้นมะเขือเทศจะขาดน้ำไม่ได้ และควรเติมปุ๋ยคอกผสมแกลบลงผิวดิน แล้วพรวนให้เป็นเนื้อเดียวกันกับดิน จากนั้น รดน้ำให้ชุ่ม และควรระวังการระบายน้ำเพื่อป้องกันรากเน่า หรือเชื้อราที่อาจเกิดขึ้นกับราก

ใช้เวลาปลูกราว 70 วันก็สามารถเก็บลูกมะเขือเทศมารับประทานได้แล้ว

    Note

    • ชื่อพืชผัก : มะเขือเทศ
    • ดินปลูกที่เหมาะสม : ดินร่วนปนทราย
    • ต้องการแสง : ช่วงเช้า 4 ชั่วโมง
    • การรดน้ำ : 2 ครั้ง/วัน
    • การให้ปุ๋ย : ปุ๋ยคอก

เวลาสำหรับการรดน้ำต้นไม้

มักมีคนถามเสมอว่า เราควรรดน้ำต้นไม้เวลาไหน ซึ่งในความเป็นจริง การให้น้ำพืชนั้นไม่สามารถกำหนดเวลาได้ตายตัว เพราะความต้องการน้ำของพืชนั้น มีองค์ประกอบหลายอย่างที่สัมพันธ์กับกลไกการทำงานของพืช ซึ่งจะถูกกระตุ้นโดยสิ่งเร้ารอบตัว เช่น อากาศ ความชื้น ความแห้งของอากาศ อุณหภูมิของอากาศ ความเข้มของแสง คุณสมบัติของดิน และอีกหลายปัจจัยมากมายตามสภาวะที่เกิดขึ้นโดยรอบในขณะนั้น ดังนั้น เราลองมาดูผลกระทบต่อเวลาการให้น้ำพืชในช่วงเวลาที่ถือว่า “เป็นที่นิยม” คือเวลาเช้า เที่ยง และเย็น

การรดน้ำในตอนเช้า
การรดน้ำในตอนเช้าถือว่าเป็นที่นิยมสำหรับคนทั่วไป ถ้าจะถามว่าตอนเช้าคือตอนไหน ก็ขอตอบว่าเวลาเช้าคือเวลาที่มีแสงเพียงพอที่ทำให้เรามองเห็นใบไม้ และเมื่อมีแสง ใบของต้นไม้ก็จะเริ่มกระบวนการสังเคราะห์แสง ปากใบไม้ (รูเปิดปากใบ) จะเริ่มเปิด และน้ำเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญสำหรับกระบวนการสังเคราะห์แสง นั่นแปลว่า เราควรรดน้ำในเวลานี้ เนื่องจากการเริ่มกระบวนการสังเคราะห์แสง รากของพืชจะเริ่มดูดน้ำและแร่ธาตุเข้าไปยังลำต้นสู่ใบ แต่เวลาที่เหมาะสมสำหรับการรดน้ำพืชในช่วงเช้าต้องเป็นเวลาที่แสงแดดไม่ร้อนแรงจนเกินไป โดยปกติหากเวลาใกล้จะ 10 โมง แสงแดดจะเริ่มแรงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ปากใบของพืชเริ่มหรี่ตัวลงเพื่อลดอัตราการคายน้ำ ซึ่งเป็นกลไกปกติในการควบคุมอุณหภูมิของพืช

การรดน้ำในตอนเที่ยง
การรดน้ำตอนเที่ยงถือว่าเป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมนักในการให้น้ำพืช เนื่องจากเป็นเวลาที่แสงแดดจ้า จึงเป็นช่วงเวลาที่ปากใบหรี่ตัวลง เมื่อปากใบหรี่ตัวลง รากฝอยก็จะดูดซึมน้ำลดลงเช่นกัน แต่กระบวนการใช้น้ำยังคงดำเนินต่อไป (ไม่ได้หยุด แค่น้อยลง) นั่นแปลว่า หากเราเลือกรดน้ำเวลานี้ น้ำส่วนหนึ่งและเป็นส่วนมาก จะไม่ถูกใช้ไปโดยพืช นอกจากนี้ น้ำที่เกาะอยู่ตามใบพืชจะถูกแดดเผาจนมีอุณหภูมิสูงอาจเป็นอันตรายต่อใบ หรือถ้าหน้าดินถูกแสงแดดเผาจนสะสมความร้อนในปริมาณมาก เมื่อเรารดน้ำลงไปน้ำก็จะร้อนตามหน้าดินไปด้วย เมื่อน้ำร้อนซึมลงสู่ชั้นรากพืช จะส่งผลเสียต่อต้นพืชถึงขนาดมีโอกาสตายได้เลยทีเดียว ที่นิยมเรียกกันว่า “ตายนิ่ง” นั่นเอง

การรดน้ำในตอนเย็น
การรดน้ำพืชในตอนเย็น หมายถึง ตั้งแต่ 17.00 น. เป็นต้นไป แม้จะไม่มีปัญหาของแสงแดดร้อนแรงเหมือนช่วงเวลาเที่ยง แต่ก็มีปัญหาความชื้นสะสมในดิน “เพราะไม่มีแสงแดดเผาผลาญน้ำที่ชื้นขังในเวลากลางคืน” ซึ่งความชื้นที่ขังตามหลายซอกมุมของต้นพืช อาจเป็นสาเหตุของโรคพืชต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อรา

การเตรียมดินสำหรับปลูกผัก

ในการปลูกผัก เรานิยมเพาะเมล็ดในแปลงเพาะ ซึ่งอาจเลือกวิธีไถดินให้ลึกประมาณ 6 – 8 นิ้ว เพื่อพลิกหน้าดินแล้วตากไว้ประมาณ 7 – 10 วัน เพื่อกำจัดไข่แมลงและศัตรูพืชหลายชนิด “ตากแดดสัก 10 วันก็แห้งตายกันหมดแล้ว” จากนั้น จึงค่อยไถคราดเพื่อกำจัดวัชพืชออกให้หมด “โดยเฉพาะรากของวัชพืช ถ้าสับคราดออกเฉพาะต้น แต่รากยังหลงเหลือจมดินอยู่ ไม่นานมันจะงอกขึ้นมาได้อีก” ดังนั้น การกำจัดวัชพืชต้องจัดการชนิดที่ว่า “ถอนรากถอนโคน” ซึ่งอาจเหนี่อยและเสียเวลามาก แต่จะส่งผลสบายในระยะยาว ไม่ต้องเหนื่อยต่อสู้กับวัชพืชอีกต่อไป

ในกรณีที่ดินของเรามีปัญหา เช่น มีค่าความเป็นกรด–ด่าง (pH) ต่ำกว่า 6.5 เราจะต้องหว่านปูนขาวลงดิน ซึ่งนอกจากจะช่วยปรับสภาพความเป็นกรดด่างให้เป็นกลางแล้ว ยังช่วยฆ่าเชื้อโรคในดินอีกด้วย แต่ข้อสำคัญที่จะต้องไม่ลืมก็คือ ก่อนจะหว่านปูนขาว ต้องรดน้ำดินให้ชื้นก่อน เพื่อเร่งให้ปูนทำปฏิกิริยากับดินให้เร็วยิ่งขึ้นนั่นเอง

เมื่อหว่านปูนขาวเสร็จ ควรปล่อยทิ้งไว้ 5 – 6 วัน ต่อมาก็ทำการยกแปลงดิน เมื่อยกแปลงปลูกเสร็จ ให้พรวนดินในแปลงให้ร่วน แล้วใส่ปุ๋ยคอกมูลสัตว์ โดยเฉพาะปุ๋ยคอกมูลไก่ มีอัตราส่วนของธาตุไนโตรเจนที่สูงมาก “มูลไก่มีไนโตรเจนเป็นอันดับสองรองลงมาจากมูลค้างคาว” จึงเหมาะสำหรับการเพาะเมล็ดอันเป็นช่วงของการเจริญเติบโตที่สำคัญ การใส่ปุ๋ยคอกจะช่วยให้ดินมีความร่วนซุย เจาะหลุมหยอดเมล็ดเตรียมดินได้ง่าย อีกทั้งยังช่วยให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยให้มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดีอีกด้วย

เสร็จแล้วแต่งหน้าดินให้เรียบ จากนั้นขุดหลุมหยอดเมล็ดพันธุ์ ถึงขั้นตอนนี้มีเทคนิคสำคัญคือ หลังจากขุดหลุมหยอดเมล็ดพันธุ์แล้ว ให้ผสมปุ๋ยคอกมูลสัตว์และ/หรือปุ๋ยหมักชีวภาพกับดินละเอียด คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำไปกลบปากหลุมที่หยอดเมล็ดพันธุ์ เสร็จแล้วคลุมทับหน้าดินอีกครั้ง ด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง “แต่อย่าคลุมหนาจนเกินไป”

สำหรับการเพาะแบบหว่านเมล็ดพันธุ์ลงแปลง หลังจากหว่านเมล็ดแล้ว ควรใส่ปุ๋ยคอกมูลสัตว์ หรือปุ๋มหมักชีวภาพ (ซากพืชซากสัตว์) ที่ย่อยสลายดีแล้ว “จะให้ดีใส่ทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก” โรยทับหน้าดินบางๆ จากนั้นคลุมทับหน้าดินอีกครั้ง ด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง “แต่อย่าคลุมหนาเสียจนดินไม่โดนแดด”