การให้ปุ๋ยทางใบ

ปุ๋ยทางใบ เป็นปุ๋ยเคมีประเภทหนึ่งที่ผสมกับน้ำแล้วฉีดพ่นเพื่อให้สารอาหารกับพืชเพิ่มขึ้น จากที่ระบบรากหาได้ อาจให้ด้วยจุดประสงค์เพื่อแก้ไขอาการขาดธาตุอาหาร เพื่อเพิ่มคุณภาพและผลผลิตของพืช หรือเพื่อช่วยให้พืชฟื้นตัวจากการขาดธาตุอาหารในบางช่วงอายุของพืช เช่น ช่วงการผลิดอกออกผล ที่สารอาหารถูกนำไปใช้สร้างดอกผล

ในการให้ปุ๋ยทางใบ มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง ดังนี้

  1. ให้ได้เฉพาะปุ๋ยสำหรับให้ทางใบเท่านั้น ไม่ใช่ใช้ปุ๋ยประเภทอื่นมาละลายน้ำ แล้วเอามาฉีดพ่นต้นไม้
  2. ให้ละลายหรือผสมปุ๋ยกับน้ำในอัตราส่วนที่ระบุ ไม่ควรผสมให้เข้มข้นเกินไป เพราะจะทำให้ใบพืชไหม้ได้
  3. ต้องให้น้ำพืชก่อนเสมอ เพื่อให้พืชไม่อยู่ในภาวะขาดน้ำ
  4. การให้ปุ๋ยทางใบจะมีประสิทธิภาพสูงสุดในช่วงที่มีแดด โดยช่วงแดดอ่อนในเวลาเช้าเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด แต่หากเป็นช่วงแดดจัดก็มีความเสี่ยงสูงที่ใบจะไหม้ได้
  5. การฉีดพ่นควรให้สัมผัสกับทุกส่วนของพืช
  6. ใบพืชที่อ่อนกว่าจะสามารถดูดสารอาหารได้ดีกว่าใบที่แก่กว่า
  7. การให้ปุ๋ยทางใบต้องให้บ่อยๆ เพราะพืชได้รับสารอาหารในปริมาณน้อยในการให้แต่ละครั้ง 

ธาตุอาหารรอง ตัวช่วยส่งเสริมการเติบโตของพืช

นอกจากธาตุไนโตรเจน (Nitrogen, N) ฟอสฟอรัส (Phosphorus, P) และ โพแทสเซียม (Potassium, K) ที่เป็นธาตุอาหารหลักของพืชแล้ว พืชยังต้องการธาตุอาหารรองเพื่อส่งเสริมการทำงานขององค์ประกอบต่างๆ ของพืชด้วย ซึ่งธาตุอาหารรองได้แก่

แคลเซียม (Calcium : Ca)
มีประโยชน์ช่วยให้พืชสามารถดูดซึมไนโตรเจนมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น และช่วยปรับสภาพความสมดุลของฮอร์โมนพืช โดยเป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ ช่วยในการแบ่งเซลล์ที่ปลายรากและยอด ช่วยในการทำงานของเอนไซม์ ช่วยในการงอกและเติบโตของละอองเกสรตัวผู้ อีกทั้งยังช่วยลดความเป็นพิษจากสารพิษต่างๆ อีกด้วย
ในกรณีที่พืชขาดแคลเซียม ใบอ่อนจะมีลักษณะผิดปกติ ยอดกุด ใบมีสีเหลืองซีดเล็กจนผิดสังเกต นอกจากนี้ ระบบรากยังไม่เจริญเท่าที่ควร โครงสร้างลำต้นอ่อนแอ เปราะหักและล้มง่าย ตาและยอดอ่อนจะแห้งตาย

แมกนีเซียม (Magnesium : Mg)
ถือเป็นธาตุที่ช่วยการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด สามารถช่วยในการดูดธาตุฟอสฟอรัส อีกทั้งยังเป็นองค์ประกอบหนึ่งของคลอโรฟิลล์ จึงทำให้มีส่วนในการสังเคราะห์แสงและโปรตีน
ในกรณีที่พืชขาดธาตุแมกนีเซียม จะทำให้ลำต้นและกิ่งก้านอ่อนแอ เปราะและหักง่าย ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แต่เส้นใบยังคงมีสีเขียว ส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตลดลง

กำมะถัน (Sulphur : S)
สำหรับธาตุกำมะถันหรือซัลเฟอร์ มีประโยชน์ช่วยในการสร้างคลอโรฟิลล์และสังเคราะห์โปรตีน และช่วยในกระบวนการหายใจของพืช นอกจากนี้ ยังช่วยให้พืชปรุงอาหารและผลิตน้ำมัน อีกทั้งยังช่วยการเจริญเติบโตของราก ควบคุมการทำงานของแคลเซียม รวมถึงช่วยในกระบวนการสังเคราะห์แสงอีกด้วย
ในกรณีที่พืชขาดธาตุกำมะถัน ใบอ่อนจะมีขนาดเล็กผิดปกติและสีเหลืองซีด ทั้งนี้อาการขาดธาตุกำมะถันจะคล้ายกับการขาดธาตุไนโตรเจน แต่จะต่างกันตรงที่ ถ้าพืชขาดไนโตรเจนจะเกิดที่ใบแก่ก่อน แต่ถ้าขาดกำมะถัน จะเกิดที่ใบอ่อนก่อนแล้วตามด้วยใบแก่ แต่ถ้าพืชได้รับธาตุกำมะถันมากเกินไป ใบจะลดขนาดและลดการเจริญเติบโตลง ซึ่งอาการแบบนี้จะสังเกตเห็นได้ยากมาก และบางครั้งอาจเป็นอาการอื่นเช่น ใบเหลืองหรือใบไหม้ เป็นต้น

วิธีดูปุ๋ยเคมีปลอม

สมัยก่อนเราอาจมีวิธีในการตรวจสอบดูว่า “ปุ๋ยแท้หรือปุ๋ยปลอม” โดยการตรวจดูกระสอบปุ๋ยว่ามีสภาพดีหรือไม่ ชื่อทางการค้า ประเภทปุ๋ยเคมี เครื่องหมายการค้า บริษัทที่คุ้นหู ปริมาณธาตุอาหารในปุ๋ย มีเครื่องหมายรับรอง สูตรปุ๋ยเคมี ถูกต้องแน่นอน จากนั้นก็เปิดกระสอบดูเนื้อปุ๋ย ถ้าเป็นปุ๋ยปลอมเม็ดจะบีบแตกง่าย “ของจริงเม็ดต้องแข็ง” ของปลอมจะมีขนาดเม็ดที่ไม่สม่ำเสมอกัน เล็กบ้างใหญ่บ้าง แต่ของจริงเม็ดปุ๋ยจะมีขนาดเท่ากันทั้งกระสอบ หรือไม่ก็เอาเม็ดปุ๋ยสัมผัสกับน้ำ ถ้าปุ๋ยแท้เมื่อถูกน้ำจะไม่อ่อนตัวในทันที แต่ถ้าเป็นของเก๊ โดนน้ำเมื่อไหร่เป็นยุ่ยเมื่อนั้น

สมัยก่อนร้านค้าเกษตรบรรดาเหล่าอาเฮียเถ้าแก่รู้กันดี ถ้าเซลล์หน้าใหม่มาเสนอยี่ห้อปุ๋ยไม่คุ้นหู จะต้องมีการทดสอบเสียก่อนว่า “ปุ๋ยแท้รึเปล่า” อย่างเช่นปุ๋ยไนโตรเจน ทดสอบโดยนำปุ๋ยใส่ลงในแก้วน้ำประมาณ 10 – 20 เม็ด จากนั้นหยดน้ำปูนใส “ปูนที่คนเฒ่าคนแก่กินกับหมาก” หรือน้ำโซดาไฟ ไม่ก็น้ำขี้เถ้า ลงไปจนท่วมเม็ดปุ๋ย แล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปิดไว้ 3 นาที ถึงเวลาก็เปิดออกมาดมดู ถ้าได้กลิ่นแอมโมเนีย ก็การันตีได้เลยว่าเป็นปุ๋ยเคมีแท้ แต่ถ้าไม่ได้กลิ่นอะไร ก็ไล่เตะเซลล์มันออกจากร้านได้เลย

วิธีตรวจสอบและทดสอบปุ๋ยที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ในปัจจุบันเหล่ามิจฉาชีพหาทางแก้ได้เกือบทั้งหมด เชื่อหรือไม่ว่ากระสอบปุ๋ยปลอมทุกวันนี้มีรูปร่างดี ดูแล้วเหมือนมีคุณภาพดีกว่าปุ๋ยแท้เสียอีก อย่างข้อความสำคัญต่างๆ บนถุงปุ๋ย ทุกวันนี้ “ขอแค่มีเครื่องพิมพ์” ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหมายรับรองตามมาตรฐานใด บริษัทไหนยี่ห้ออะไร ทุกอย่างปลอมแปลงได้หมด ชนิดที่ว่าหาจุดผิดสังเกตยาก ส่วนขนาดเม็ดปุ๋ยก็ไม่ผิดสังเกต เดี๋ยวนี้ปุ๋ยปลอมใช้เครื่องจักรอัดเม็ดรุ่นเดียวกันกับโรงงานผลิตปุ๋ย “เลยล่ะ” เปิดถุงออกมาเม็ดขนาดเท่ากันหมด เรียบสวยสม่ำเสมอเหมือนของแท้ไม่มีผิด “แต่มันเป็นปุ๋ยปลอม” หรือการใช้วิธีทดสอบด้วยน้ำ “กลิ่นแอมโมเนียขึ้นเตะจมูกก็จริง” แต่มันมีในปริมาณน้อย

ปุ๋ยปลอมสมัยนี้ที่ว่าน่ากลัวกว่าสมัยก่อน เพราะมันตรวจสอบยาก ในปุ๋ยปลอมมันมีส่วนผสมของปุ๋ยแท้อยู่ เพียงแต่มีในปริมาณน้อย ”เดี๋ยวนี้มันไม่ปลอมกัน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่มันใช้วิธีปลอม 80 ของจริง 20” ถ้าเราซื้อ “ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเอาอะไรไปใส่ต้นไม้”

ทุกวันนี้มันไม่ได้ปลอมกันแค่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยคอกก็ยังทำปลอม ปุ๋ยคอกมูลวัว ในกระสอบมีมูลวัวแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นวัสดุอย่างอื่น เช่น ดิน ฟาง แกลบ ขี้เถ้า หรืออย่างปุ๋ยชีวภาพ น้ำหมักชีวภาพของปลอมก็มีวางขายกันให้เกลื่อน ดังนั้น เราจึงต้องศึกษาและให้ความสนใจกับรายละเอียดบางสิ่งบางอย่าง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของเหล่าคนโกงได้ง่ายๆ

การเลือกใช้ปุ๋ยคอก

ปุ๋ยคอกจัดเป็นปุ๋ยที่อยู่ในประเภทของปุ๋ยอินทรีย์ โดยได้จากมูลสัตว์เลี้ยงซึ่งถือเป็นปุ๋ยธรรมชาติที่มีธาตุอาหารหลัก (N P และ K) โดยตรงมากกว่าวัตถุดิบธรรมชาติชนิดอื่น โดยมูลสัตว์แต่ละชนิดจะมีปริมาณความเข้มข้นของธาตุอาหารหลักแตกต่างกัน ดังนั้น หลักในการพิจารณาเลือกใช้ปุ๋ยคอกจึงจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยหลัก 2 ข้อ คือ
  1. ชนิดพืชที่ต้องการเพาะปลูก
  2. สภาพของดินที่ใช้ปลูก

ถ้าสภาพของดินขาดธาตุอาหารหลักตัวใด เราอาจเลือกใช้มูลสัตว์ที่มีธาตุหลักนั้นในปริมาณสูง และพืชที่เราปลูกมีความต้องการธาตุตัวใดมาก ก็สามารถพิจารณาเลือกมูลสัตว์ที่เหมาะสมมาใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการ

ปุ๋ยคอกมูลสัตว์เปรียบเสมือนปุ๋ยหมักชีวภาพแบบสำเร็จรูป เนื่องจากมูลสัตว์ก็คืออาหารนานาชนิดที่สัตว์กินเข้าไป จากนั้นอาหารดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการย่อย และถูกย่อยสลายในระดับหนึ่งโดยจุลินทรีย์ในลำไส้ ดังนั้น มูลสัตว์จึงมีธาตุอาหารทั้งหลักและรอง และรวมถึงธาตุอาหารเสริมบางชนิดอีกด้วย สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ในการใช้งานปุ๋ยคอกอย่างไม่ถูกต้องคือ การใช้มูลสัตว์สด ๆ ใส่พืช เพราะมูลสดจะมีการปล่อยก๊าซแอมโมเนียและก๊าซมีเทนในระดับที่สูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อรากของพืช ทำให้รากเน่า นอกจากนี้ หากเรานำมูลสัตว์บางชนิดไปตากแดดให้แห้ง “แบบนานเกินไป” แล้วค่อยนำมาใช้ มูลดังกล่าวจะกลายเป็นของแข็งที่ย่อยสลายได้ยากมาก ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการใช้ปุ๋ยคอกมูลสัตว์ก็คือ การนำเอามูลสัตว์ไปผ่านกรรมวิธีหมักปุ๋ยสูตรชีวภาพ โดยสูตรหมักปุ๋ยนั้นมีมากมายหลายสูตรด้วยกัน แต่วิธีหมักที่ได้รับความนิยมที่สุด คือการหมักด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์ โดยบดหรือป่นมูลสัตว์ที่แห้งพอหมาด แล้วนำไปผสมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์ จากนั้นนำมาปั้นผสมกับซิลิก้า (ซิลิก้า ในวงการเกษตร หมายถึง ธาตุอาหารพืชที่อยู่ในหมวดธาตุเสริม โดยพืชจะดูดกินนำไปใช้ได้) ซึ่งซิลิก้าตัวนี้สามารถช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่พืช อีกทั้งยังสร้างความแข็งแกร่งให้กับผนังเซลล์ รวมถึงช่วยลดการเข้าทำลายของโรค แมลง รา หรือไร ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย กลายเป็นปุ๋ยคอกชีวภาพแบบเม็ดที่สามารถนำไปใช้งานได้อย่างสะดวก และมีประสิทธิภาพสูงนั่นอง

ข้อดีของปุ๋ยคอก ก็คือ นอกจากจะให้ธาตุอาหารหลักแก่พืชแล้ว ยังช่วยปรับปรุงสภาพดินไปในตัว ด้วยธาตุอาหารแสริมต่างๆ เช่น แมกนีเซียม กำมะถัน แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน และโมลินเดน ซึ่งธาตุอาหารเสริมดังกล่าว ก็จะมีปริมาณมากน้อยไม่เท่ากัน แล้วแต่ชนิดของมูลสัตว์ แต่สำหรับข้อเสียของปุ๋ยคอก ก็คือ ในมูลสัตว์แต่ละชนิด มีธาตุอาหารหลักน้อย หากเทียบกับปุ๋ยเคมี ที่สามารถผสมธาตุอาหารหลักได้ด้วยเทคนิควิธีที่ทันสมัย

ดังนั้น เราจำเป็นจะต้องพิจารณาถึงความต้องการของพืช และพิจารณาถึงสภาพของดิน แล้วจึงมาพิจารณาถึงปุ๋ยคอกมูลสัตว์ที่จะใช้ เราไม่จำเป็นต้องเลือกใช้มูลสัตว์เพียงชนิดเดียวก็ได้ เราสามารถใช้มูลสัตว์หลายชนิดรวมกัน เพื่อให้ได้ธาตุอาหารที่สมบูรณ์ที่สุด ไม่ใช่เห็นเขาว่ามูลไก่มีธาตุอาหารมากที่สุด ก็เลยใช้แต่มูลไก่ อันนี้เราอาจจะต้องคิดใหม่ เพราะมูลไก่มีธาตุอาหารหลักสูงเพียงไนโตรเจนเท่านั้น แต่ถ้าเราจะลองเอามูลไก่มาหมักผสมกับมูลค้างคาว ที่มีปริมาณธาตุฟอสฟอรัสที่สูงมาก เราก็จะได้ปุ๋ยคอกที่มีประสิทธิภาพไม่แพ้ปุ๋ยเคมีสูตร 15 -15 -15 เลยทีเดียว

ปุ๋ยพืชสด: ตัวช่วยในการปรับปรุงดิน

ปอเทือง พื้ชที่นิยมทำเป็นปุ๋ยพืชสด

 ปุ๋ยพืชสด ถือเป็นปุ๋ยชนิดหนึ่งในประเภทของปุ๋ยอินทรีย์ ปัจจุบันปุ๋ยพืชสดจะนิยมใช้ในระบบการเกษตรขนาดใหญ่ แต่ก็สามารถใช้กับแปลงปลูกขนาดเล็กได้ ข้อดีของปุ๋ยพืชสดที่เป็นจุดเด่นก็คือ ใช้ปรับสภาพดินหรือปรับดินให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์ดังเดิม

ในวงการเกษตรส่วนใหญ่ปุ๋ยพืชสดจะใช้แก้ปัญหาสภาพดินที่ใช้ปุ๋ยเคมีเป็นประจำ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพื่อฟื้นฟูสภาพของดินให้กลับมามีธาตุอาหารตามปกติดังเดิม และเป็นการเพิ่มจำนวนของสิ่งมีชีวิตในดิน เช่น ไส้เดือน จุลินทรีย์ ฯลฯ และอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นจุดเด่นสำคัญของปุ๋ยพืชสดก็คือ ต้นทุนต่ำกว่าการใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักชีวภาพ และปุ๋ยเคมี ด้วยปัจจัยในด้านลบหลายอย่างของปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมี เช่น ต้องใช้ในปริมาณมากต่อ 1 ไร่ มีปัญหากับการขนย้าย ไม่สามารถหาวัตถุดิบได้เพียงพอ และไม่รักษาดินจากคุณสมบัติของสารเคมี ทำให้ปัจจัยด้านลบเหล่านี้ กลายเป็นจุดเด่นของปุ๋ยพืชสด เนื่องจากปุ๋ยพืชสดใช้วิธีปลูกพืชให้เป็นปุ๋ย เมื่อพืชนั้นเจริญเติบโตและออกดอกแล้ว ก็จะทำการไถกลบลงไปในดินทั้งต้น เพื่อให้พืชทั้งหมดกลายเป็นปุ๋ยในดินต่อไป

แต่ข้อเสียที่สำคัญของปุ๋ยพืชสดก็คือ “เวลา” ถ้าเลือกใช้ปุ๋ยพืชสด เราจะต้องแบ่งเวลาและวางแผนการดำเนินงานให้ดี เพราะการปลูกพืชไม่ว่าจะเอาไปขายหรือเอาไว้ทำปุ๋ย จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการเจริญเติบโต กว่าพืชที่จะใช้เป็นปุ๋ยจะงอก จะโต จะออกดอก ก็กินเวลาไปแล้วเกือบเดือนหรืออาจจะมากกว่า ดังนั้น การเลือกใช้ปุ๋ยพืชสด จะต้องเลือกใช้ในพื้นที่ว่างเพื่อเตรียมการเพาะปลูก เมื่อปุ๋ยพืชสดโตได้ที่ออกดอกดีแล้ว ก็ไถกลบยกแปลงหว่านเมล็ด จากนั้น จึงเตรียมการปลูกพืชสดทำปุ๋ยในพื้นที่อื่นต่อไป เพื่อเตรียมแปลงปลูกให้พืชรุ่นถัดไป จนเมื่อถึงระยะเวลาเก็บเกี่ยว จึงค่อยวางแผนปลูกพืชสดทำปุ๋ยอีกครั้ง หรือเราอาจเลือกใช้วิธีอื่น ๆ เช่น ปลูกพืชสดทำปุ๋ยแซมระหว่างร่องพืชหลัก หรือปลูกพืชสดทำปุ๋ยในพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ แล้วตัดพืชนั้นใส่แปลงปลูก เป็นต้น

จุดเด่นที่สำคัญของปุ๋ยพืชสด หากนำไปเปรียบเทียบกับปุ๋ยคอกก็คือ มีธาตุอาหารบางชนิดในระดับใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะธาตุไนโตรเจน ซึ่งในปุ๋ยพืชสดจะได้ธาตุไนโตรเจน 2 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ส่วนธาตุโพแทสเซียมปุ๋ยพืชสดจะมีมากกว่าปุ๋ยคอก ชนิดตามเห็นแต่ฝุ่น ในปุ๋ยพืชสดจะมีปริมาณธาตุโพแทสเซียมที่ 2 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปเช่นเดียวกัน ซึ่งธาตุอาหารหลัก 2 ชนิดนี้ “ไนโตรเจนและโพแทสเซียม” ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อพืชมากที่สุด เพราะพืชสามารถนำไปใช้ได้มาก “ละลายน้ำได้ดี ไม่เหมือนฟอสฟอรัสที่ไม่ละลายน้ำ” แต่สำหรับธาตุฟอสฟอรัสปุ๋ยพืชสดจะมีปริมาณต่ำ “ปุ๋ยคอกกินขาด” เพราะพืชที่ใช้ทำปุ๋ยพืชสดแต่ละสายพันธุ์ ให้ธาตุฟอสฟอรัสไม่ถึง 0.6 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับมูลค้างคาวแล้วก็ไม่เห็นแม้แต่ฝุ่น

    ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด

    • เพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุในดิน
    • เพิ่มธาตุอาหารหลักในดิน (NPK) โดยเฉพาะธาตุไนโตรเจน และโพแทสเซียม
    • การผุพังของพืชสดสร้างกรดที่ช่วยสลายธาตุอาหารในดิน
    • สร้างที่อยู่อาศัย และเพิ่มจำนวนสิ่งมีชีวิตในดิน
    • บำรุงและรักษาสภาพดิน
    • รักษาความชุ่มชื้นให้ดิน และช่วยให้ดินอุ้มน้ำได้มากขึ้น
    • ทำให้ดินร่วนซุย
    • ทำให้วัชพืชบางชนิดเกิดไม่ได้
    • ให้ผลผลิตในปริมาณที่สูงขึ้น

เปรียบเทียบข้อดี-ข้อด้อยของปุ๋ยอินทรีย์, ปุ๋ยเคมี และปุ๋ยชีวภาพ

ปุ๋ยอินทรีย์ คือ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด รวมทั้งการไถกลบตอซัง / เศษพืช

ข้อดี
เกิดการปรับสภาพโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น ดินร่วนซุย ทำให้จุลินทรีย์ที่มีในดินประโยชน์มากขึ้น มีชนิดของธาตุอาหารสมบูรณ์ครบถ้วน

ข้อด้อย
มีปริมาณธาตุอาหารหลักน้อย ต้องใช้ในปริมาณมากจึงจะเห็นผลได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้ต้องเสียค่าใช้จ่าย และแรงงานในการใช้ปุ๋ยมาก

ปุ๋ยเคมี เช่น ปุ๋ยเดี่ยว/แม่ปุ๋ย และปุ๋ยสูตรต่างๆ

ข้อดี
ให้ธาตุอาหารหลักสูง ละลายน้ำได้ดี ส่งผลให้พืชดูดซึมใช้ได้เร็ว ทันเวลา นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดชนิด และปริมาณของธาตุอาหารที่ต้องการได้

ข้อด้อย
ไม่ช่วยปรับปรุงสมบัติทางกายภาพ เคมี และชีวภาพของดิน เกิดปัญหาดินเสื่อมสภาพ ดินเปรี้ยว จับตัวกันแน่นไม่ร่วนซุย ไม่มีสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ในดินอาศัยอยู่ และต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ

ปุ๋ยชีวภาพ เช่น เชื้อไรโซเบียม เชื้อแฟรงเคีย สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน เชื้ออะโซโตแบคเตอร์ ไมคอร์ไรซา ปุ๋ยชีวภาพ พด.12 (จุลินทรีย์)

ข้อดี
สามารถสร้างธาตุอาหารได้เอง และช่วยให้ธาตุอาหารเป็นประโยชน์กับพืชได้มากยิ่งขึ้น มีคุณสมบัติในการตรึงธาตุอาหารบางอย่างไว้ให้พืช นอกจากนี้ยังสร้างและปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่พืชได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี

ข้อด้อย
บางชนิดมีความยุ่งยากในการผลิต/ขยายเชื้อหรือการใช้ ผลิต/สร้างธาตุอาหารได้ปริมาณน้อย การเก็บเชื้อจุลินทรีย์หรือปุ๋ยชีวภาพบางชนิดต้องเก็บรักษาเป็นพิเศษ และมักเก็บไว้ไม่ได้นาน

NPK: ธาตุอาหารหลักของพืช

ธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการเป็นอย่างมาก คือ ธาตุไนโตรเจน (Nitrogen, N) ฟอสฟอรัส (Phosphorus, P) และโพแทสเซียม (Potassium, K) แต่สภาพดินนั้น เมื่อปลูกพืชไปแล้วรุ่นหนึ่ง แน่นอนว่าธาตุอาหารหลักเหล่านี้ ย่อมต้องลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ หากไม่ช่วยเหลือโดยการใส่ธาตุอาหารหลักอยู่เสมอ สภาพดินย่อมเสื่อมจนไม่สามารถทำการเพาะปลูกสำเร็จได้ผลดี และจะแสดงอาการผิดปกติออกมา

ไนโตรเจน (N)
ไนโตรเจนถือเป็นธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการในปริมาณมากที่สุด ธาตุนี้มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโต และการผลิตอาหารของพืช โดยไนโตรเจนมีสารประกอบหลายอย่าง เช่น กรดอะมิโน เอนไซม์ นิวคลีโอโปรตีน คลอโรฟิลล์ วิตามิน และอดิโนซีนไตรฟอสเฟท เป็นต้น

ไนโตรเจนมีหน้าที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโต ทำให้พืชตั้งตัวได้เร็วในระยะเริ่มการเจริญเติบโต อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้พืชเกิดการแบ่งเซลล์มากขึ้น และช่วยเสริมสร้างส่วนต่างๆ ของพืช นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยสร้างสีเขียว (คลอโรฟิล) ส่งผลให้ใบใหญ่มีสีเขียวเข้ม มีกิ่งมาก แตกเป็นพุ่ม รวมถึงช่วยควบคุมการออกดอกออกผล ขยายขนาดของผล ช่วยเพิ่มผลผลิต และเพิ่มปริมาณโปรตีนในพืชอีกด้วย

ถ้าพืชขาดไนโตรเจน จะเกิดการชะงักการเติบโต เมล็ดงอกช้า ต้นอ่อนโตช้า ลำต้นมีแต่ความสูงแต่ผอมไม่สมบูรณ์ กิ่งก้านมีจำนวนน้อย แตกยอดช้าและลีบเล็ก ใบพืชจะมีสีเหลือง โดยเริ่มจากปลายไปโคนใบ และเกิดกับใบแก่อ่อน

ถ้าพืชได้รับไนโตรเจนมากเกินไป จะทำให้พืชมุ่งสร้างแต่ ยอด กิ่ง และลำต้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้ใบ ผล และเมล็ดมีคุณภาพต่ำลง ลำต้นอ่อนไม่แข็งแรง เปราะหักง่าย บวมน้ำและล้มง่าย อีกทั้งพืชจะมีความต้านทานโรคลดลงอย่างมาก

ฟอสฟอรัส (P)
พืชจะใช้ฟอสฟอรัสน้อยกว่าไนโตรเจนและโพแทสเซียม เนื่องจากฟอสฟอรัสอยู่ในรูปของสารประกอบที่ไม่ละลายน้ำ ทั้งนี้ฟอสฟอรัสมีสารประกอบที่สำคัญหลายชนิด เช่น ฟอสโฟไลปิด ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของพืช สารเอทีพี ช่วยเคลื่อนย้ายพลังงานในพืช นิวคลีโอโปรตีน และกรดนิวคลีอิค เป็นต้น

หน้าที่ของฟอสฟอรัสคือ การเร่งการเจริญเติบโตของราก ทำให้รากขยายยืด ส่งเสริมการเจริญของรากฝอยและรากแขนง ทำให้ลำต้นแข็งแรงไม่ล้มง่ายและต้านทานโรค อีกทั้งยังช่วยการออกดอกและสร้างเมล็ดต้นอ่อน ช่วยในการสังเคราะห์แสง

ถ้าพืชขาดฟอสฟอรัส รากของพืชจะผอม บาง สั้น และมีจำนวนน้อยมาก ต้นจะแคระแกรน การเจริญเติบโตจะหยุดชะงัก และจะออกดอกช้ากว่าปกติ อีกทั้งดอกจะมีขนาดเล็ก

ถ้าพืชได้รับฟอสฟอรัสมากเกินไป อาการของพืชจะแสดงออกมาไม่เหมือนกัน บางครั้งอาจมีการเจริญเติบโตลดลง แคระแกรน ลดการแตกพุ่ม ยางมีสีเข้ม และมียางที่ผิดปกติ

โพแทสเซียม (K)
โพแทสเซียมถือเป็นธาตุที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช รองลงมาจากไนโตรเจน แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในพืชจะไม่เปลี่ยนเป็นสารอินทรีย์เหมือนไนโตรเจน ฟอสฟอรัส แคลเซียม และแมกนีเซียม แต่อยู่ในรูปของเกลืออินทรีย์ หรือเกลืออนินทรีย์ที่ละลายน้ำได้

โพแทสเซียมจะทำให้พืชแข็งแรง ต้านทานโรคได้ดี ควบคุมความเป็นกรดเป็นด่างในพืช รวมถึงช่วยในกระบวนการแบ่งเซลล์ และมีบทบาทในระบบหายใจของพืช นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการเคลื่อนย้าย สร้างสะสมแป้ง น้ำตาล คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน โดยเฉพาะในพืชหัว ไม้ผล และพืชที่ให้แป้ง น้ำตาล อีกทั้งยังช่วยเพิ่มคุณภาพของผลผลิต ทำให้ผลไม้มีรสชาติดีตามพันธุ์ หวานขึ้น สีสวยสด เนื้อเยื่อของผลไม้มีคุณภาพ ผิวสวย และสามารถเก็บผลผลิตได้นาน

ถ้าพืชขาดโพแทสเซียม พืชจะหยุดการเจริญเติบโต ลำต้นอ่อน ล้มง่าย และไม่มีความต้านทานโรค ขอบใบไหม้มีสีน้ำตาล และจะลุกลามเข้ามากลางใบเป็นรูปตัววี ผลเล็ก เมล็ดเหี่ยวและลีบ หากเป็นพืชน้ำมันและพืชหัวจะมีคุณภาพลดลง

ถ้าพืชได้รับโพแทสเซียมมากเกินไป หากเป็นส้มผลจะมีผิวหยาบ และจะเกิดการชักนำให้พืชมีอาการขาดแมกนีเซียม และมีโอกาสสูงที่พืชจะขาดธาตุแมงกานีส สังกะสี และเหล็กตามไปด้วย

ปุ๋ยคอก: ส่วนผสมสำคัญของดินปลูก

ทุกครั้งที่เราเตรียมดิน อาจกล่าวได้เลยว่า “ขาดปุ๋ยคอกไม่ได้” เพราะขั้นตอนของการเตรียมดินทุกครั้ง จะต้องมีการเติมปุ๋ยคอกลงคลุกเคล้ากับดินปลูก โดยปุ๋ยคอกนั้น เราอาจหาซื้อได้ตามร้านเกษตรทั่วไป ซึ่งจะมีทั้งแบบรวม คือ มูลของสัตว์ทุกชนิด และแบบแยกเฉพาะสัตว์บางชนิด เช่น ปุ๋ยขี้วัว ปุ๋ยขี้ไก่ ปุ๋ยขี้เป็ด เป็นต้น ถ้าคุณอยากได้ปุ๋ยคอกที่มีธาตุอาหารสูงๆ คุณควรเลือกปุ๋ยคอก เช่น ขี้ไก่ ขี้หมู หรือขี้ค้างคาว ซึ่งปุ๋ยคอกชนิดนี้จะมีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมสูง แต่พืชผักบางชนิดอาจไม่ชอบดินเค็มมากจนเกินไป เค็มในที่นี้หมายถึงมีธาตุทั้ง 3 ชนิดที่ปริมาณสูงเกินไป ในกรณีเช่นนี้ เราควรเลือกปุ๋ยคอกที่ได้จากขี้วัว หรือขี้ควายแทน

นอกจากนี้ ปุ๋ยคอกยังมีข้อดีที่ปุ๋ยเคมีทั่วไปเทียบไม่ติด ก็คือเรื่องของประสิทธิภาพในการเกื้อกูลกับดินเป็นอย่างดี เนื่องจากในปุ๋ยคอกนั้นอุดมไปด้วยธาตุอาหารรอง เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน และธาตุอาหารเสริม เช่น เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน โมลิบดีนัม และคลอรีน เป็นต้น อีกทั้งยังให้ฮอร์โมนและสารควบคุมการเจริญเติบโตที่จำเป็นต่อพืชอีกด้วย